วิธีลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2569 | Planndeeจากนั้นจึงนำเงินได้สุทธิแต่ละช่วงไปคำนวณตามอัตราภาษีขั้นบันได
สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีเงินได้ประเภทที่ 1 เงินเดือนสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% ของเงินได้ แต่รวมแล้วไม่เกิน 100,000 บาท
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2569
| เงินได้สุทธิ (บาท) | อัตราภาษี |
|---|
| 0 – 150,000 | ยกเว้น |
| 150,001 – 300,000 | 5% |
| 300,001 – 500,000 | 10% |
| 500,001 – 750,000 | 15% |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25% |
| 2,000,001 – 5,000,000 | 30% |
| มากกว่า 5,000,000 | 35% |
ตัวอย่าง: หากมีเงินได้สุทธิ 400,000 บาท ไม่ได้หมายความว่าจะเสียภาษี 10% ของ 400,000 บาท ภาษีจะเป็น 150,000 บาทแรก → ยกเว้นภาษี 150,000 บาทถัดมา → 5% = 7,500 บาท 100,000 บาทที่เหลือ → 10% = 10,000 บาท รวมภาษี = 17,500 บาท*
ดังนั้น เวลาพูดว่า “อยู่ฐานภาษี 10%” หมายถึง เงินส่วนบนสุดบางส่วนของคุณกำลังเสียภาษีที่ 10% ไม่ใช่รายได้ทั้งหมดเสีย 10%
ค่าลดหย่อน 10,000 บาท ประหยัดภาษี 10,000 บาทไหม?
ค่าลดหย่อนทำหน้าที่ ลดเงินได้สุทธิที่นำไปคำนวณภาษี ไม่ได้ลดจำนวนภาษีโดยตรง
ตัวอย่าง หากก่อนใช้ค่าลดหย่อนคุณมีเงินได้สุทธิ 400,000 บาท และมีค่าลดหย่อนเพิ่มเติมอีก 50,000 บาท
เงิน 50,000 บาทส่วนนี้เดิมอยู่ในช่วงภาษี 10% ทั้งหมด ดังนั้นภาษีที่ลดลงประมาณ
และหากค่าลดหย่อนทำให้เงินได้สุทธิข้ามลงไปหลายขั้นภาษี จำนวนภาษีที่ประหยัดได้ก็จะต้องคำนวณแยกแต่ละขั้น
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการดูเฉพาะว่า “ลดหย่อนได้กี่บาท” ยังไม่พอ — ต้องดูด้วยว่าคุณมีเงินได้สุทธิเท่าไรและอยู่ในขั้นภาษีใด
กลุ่มที่ 1 — ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว
ค่าลดหย่อนกลุ่มนี้หลายรายการเป็นสิทธิที่มีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพิ่ม
| รายการ | สิทธิหลัก | เงื่อนไขสำคัญ |
|---|
| ค่าลดหย่อนส่วนตัว | 60,000 บาท | ผู้มีเงินได้ |
| คู่สมรสไม่มีเงินได้ | 60,000 บาท | ต้องเป็นคู่สมรสตามกฎหมายและเข้าเงื่อนไข |
| บุตร | 30,000 บาท/คน | ตามเงื่อนไขของกฎหมาย |
| บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 | เพิ่มอีก 30,000 บาท/คน | รวมเป็น 60,000 บาทสำหรับบุตรที่เข้าเงื่อนไข |
| ค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตร | ตามจริง สูงสุด 60,000 บาทต่อการตั้งครรภ์แต่ละคราว | รวมค่าใช้จ่ายของการตั้งครรภ์ครั้งเดียวกัน |
| อุปการะบิดามารดา | 30,000 บาท/คน | อายุ 60 ปีขึ้นไป และมีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 30,000 บาท/ปี |
| อุปการะคนพิการหรือคนทุพพลภาพ | 60,000 บาท/คน | ต้องเข้าเงื่อนไขและมีหลักฐานตามที่กำหนด |
ค่าเลี้ยงดูบิดามารดา
การลดหย่อนบิดามารดาไม่ได้ดูเพียงว่าเราเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้หรือไม่
โดยทั่วไป บิดาหรือมารดาที่นำมาใช้สิทธิต้อง
- อายุอย่างน้อย 60 ปี
- อยู่ในความอุปการะของผู้มีเงินได้
- มีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 30,000 บาทในปีภาษีนั้น
- เข้าเงื่อนไขความสัมพันธ์ตามที่กฎหมายกำหนด
ในกรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้ อาจสามารถใช้สิทธิบิดามารดาของคู่สมรสได้ด้วยตามเงื่อนไข แต่หากสามีและภริยาต่างมีเงินได้และแยกคำนวณภาษี โดยทั่วไปแต่ละฝ่ายจะใช้สิทธิบิดามารดาของตนเอง
ควรเตรียม หนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา (ล.ย.03) ไว้เป็นหลักฐาน
กลุ่มที่ 2 — ประกันและประกันสังคม
ผลิตภัณฑ์ประกันบางประเภทสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ แต่ไม่ควรซื้อประกันเพียงเพราะต้องการลดภาษี ควรดูความคุ้มครอง ค่าเบี้ย และความเหมาะสมกับแผนการเงินก่อนเสมอ
| รายการ | สิทธิสูงสุดโดยทั่วไป | หมายเหตุ |
|---|
| เบี้ยประกันชีวิต | 100,000 บาท | ต้องเข้าเงื่อนไขกรมธรรม์ เช่น ระยะเวลาคุ้มครองตามกฎหมาย |
| เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง | 25,000 บาท | เมื่อรวมกับประกันชีวิตทั่วไปแล้วไม่เกิน 100,000 บาท |
| เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ | 200,000 บาท | ไม่เกิน 15% ของเงินได้ และอยู่ในวงเงินรวมกลุ่มเกษียณ 500,000 บาท |
| เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา | 15,000 บาท | ตามจริงและต้องเข้าเงื่อนไข |
| เงินสมทบประกันสังคม | ตามที่จ่ายจริง | ขึ้นอยู่กับประเภทผู้ประกันตน |
ประกันสังคมปี 2569
สำหรับผู้ประกันตน มาตรา 33 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบเพิ่มเป็น 17,500 บาท/เดือน
อัตราเงินสมทบของลูกจ้างยังอยู่ที่ 5% ดังนั้นผู้ที่มีค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไปจะจ่ายสูงสุด
หากส่งครบ 12 เดือน เท่ากับสูงสุดประมาณ
จึงไม่ควรใช้ตัวเลข “ประมาณ 9,000 บาท/ปี” แบบปีที่ผ่านมาในการคำนวณปีภาษี 2569
สำหรับผู้ประกันตนมาตราอื่น จำนวนเงินสมทบจะแตกต่างกัน ควรใช้ยอดที่จ่ายจริงเป็นหลัก
กลุ่มที่ 3 — การออมและการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี
ค่าลดหย่อนกลุ่มนี้ต่างจากค่าลดหย่อนส่วนตัว เพราะต้องนำเงินจริงไปออมหรือลงทุน และมีเงื่อนไขการถือครอง
อย่าตัดสินใจลงทุนโดยดูเพียงจำนวนภาษีที่ประหยัดได้ เพราะคุณยังต้องรับความเสี่ยงจากสินทรัพย์ ค่าธรรมเนียม และข้อจำกัดในการขายคืนด้วย
RMF
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ตามจำนวนที่ลงทุนจริง โดยทั่วไปไม่เกิน
30% ของเงินได้พึงประเมินที่เข้าเงื่อนไข
และเมื่อรวมกับการออมเพื่อเกษียณประเภทอื่นในกลุ่มเดียวกันแล้ว ต้องไม่เกิน
รายการที่ต้องนับรวมในวงเงินกลุ่มเกษียณ เช่น
- RMF
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)
- กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
- กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
- กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
- เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ
RMF ยังมีเงื่อนไขเรื่องการลงทุนต่อเนื่อง ระยะเวลาถือครอง และอายุเมื่อขายคืน จึงควรศึกษารายละเอียดก่อนลงทุน
Thai ESG และ Thai ESGX ปี 2569
สำหรับปีภาษี 2569 การลงทุนใหม่ใน Thai ESG สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง ไม่เกิน
30% ของเงินได้พึงประเมิน และสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท
โดยวงเงินนี้ แยกออกจากวงเงินกลุ่มเกษียณ 500,000 บาท
Thai ESG ต้องถือหน่วยลงทุนตามเงื่อนไขอย่างน้อย 5 ปีนับจากวันที่ซื้อ และไม่มีเงื่อนไขว่าต้องถือจนถึงอายุ 55 ปีเหมือน RMF
สำหรับ Thai ESGX ที่ลงทุนใหม่ตั้งแต่ปี 2569 สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้เช่นกัน แต่จะ ใช้วงเงินร่วมกับ Thai ESG ไม่ใช่เพิ่มวงเงินอีก 300,000 บาท
ดังนั้น หากซื้อในปี 2569 เช่น
Thai ESG 200,000 บาท
Thai ESGX 150,000 บาท
ไม่ได้หมายความว่าจะลดหย่อนได้ 350,000 บาท
หากเข้าเงื่อนไขเรื่อง 30% ของเงินได้ วงเงินสูงสุดของสองกองรวมกันยังคงอยู่ที่ 300,000 บาท
กรณีพิเศษสำหรับผู้ที่สับเปลี่ยน LTF → Thai ESGX ในปี 2568 หากเคยสับเปลี่ยน LTF ตามมาตรการ Thai ESGX ปี 2568 และมีจำนวนเงินเกินวงเงิน 300,000 บาทของปีแรก ส่วนที่เหลืออาจมีสิทธิทยอยใช้ลดหย่อนในปี 2569–2572 ตามเงื่อนไขของมาตรการ โดยแต่ละปีสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท สิทธินี้เป็นคนละส่วนกับการซื้อ Thai ESG/Thai ESGX ใหม่ในปี 2569 และใช้ได้เฉพาะผู้ที่เข้าเงื่อนไขการสับเปลี่ยน LTF เดิมเท่านั้น
สรุปกลุ่มการลงทุน
| รายการ | สิทธิปี 2569 | วงเงินรวม |
|---|
| RMF | สูงสุด 30% ของเงินได้ | รวมกลุ่มเกษียณไม่เกิน 500,000 บาท |
| PVD | ตามจริง ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด | รวมกลุ่มเกษียณ 500,000 บาท |
| กบข. | ตามจริงตามเงื่อนไข | รวมกลุ่มเกษียณ 500,000 บาท |
| กอช. | ตามจริง สูงสุดตามเกณฑ์ | รวมกลุ่มเกษียณ 500,000 บาท |
| ประกันชีวิตแบบบำนาญ | สูงสุด 15% และไม่เกิน 200,000 บาท | รวมกลุ่มเกษียณ 500,000 บาท |
| Thai ESG + Thai ESGX ที่ซื้อใหม่ปี 2569 | รวมสูงสุด 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 300,000 บาท | แยกจากกลุ่มเกษียณ 500,000 บาท |
กลุ่มที่ 4 — ดอกเบี้ยบ้านและเงินบริจาค
นอกจากครอบครัว ประกัน และการลงทุนแล้ว ยังมีรายการลดหย่อนอื่นที่ควรตรวจสอบก่อนยื่นภาษี
| รายการ | สิทธิหลัก | หมายเหตุ |
|---|
| ดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย | ตามจริง สูงสุด 100,000 บาท | ต้องเป็นเงินกู้ที่เข้าเงื่อนไข |
| เงินบริจาคที่กฎหมายให้สิทธิ 2 เท่า | 2 เท่าของจำนวนที่เข้าเงื่อนไข | มีเพดานตามกฎหมาย |
| เงินบริจาคทั่วไป | ตามที่บริจาคจริง | มีเพดานตามเงินได้หลังหักรายการก่อนหน้า |
| เงินบริจาคพรรคการเมือง | ตามจริง สูงสุด 10,000 บาท | ต้องเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด |
ดอกเบี้ยบ้าน
หากมีสินเชื่อเพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย สามารถนำดอกเบี้ยที่จ่ายจริงมาใช้สิทธิได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปี ตามเงื่อนไข
กรณีกู้ร่วม สิทธิของแต่ละคนอาจต้องแบ่งตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร จึงควรใช้ข้อมูลจากหนังสือรับรองดอกเบี้ยของสถาบันการเงินเป็นหลัก
เงินบริจาค
เงินบริจาคไม่ได้มีเงื่อนไขเหมือนกันทั้งหมด
บางประเภทใช้สิทธิได้ตามจริง ขณะที่บางรายการที่กฎหมายกำหนดอาจใช้สิทธิได้ 2 เท่า แต่มีเงื่อนไขเรื่องผู้รับบริจาค ช่องทาง และเพดานการใช้สิทธิ
ก่อนนำเงินบริจาคมาลดหย่อน ควรตรวจสอบข้อมูลในระบบ e-Donation หรือเงื่อนไขของกรมสรรพากรแทนการสมมติว่าเงินบริจาคทุกประเภทสามารถใช้สิทธิได้เหมือนกัน
เช็กลิสต์วางแผนภาษี ปี 2569
ก่อนจะซื้อ RMF ประกัน หรือกองทุนลดหย่อนเพิ่ม ลองเช็กสิทธิที่มีอยู่แล้วให้ครบก่อน
ส่วนตัวและครอบครัว
- [ ] ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
- [ ] มีคู่สมรสไม่มีเงินได้หรือไม่
- [ ] มีบุตรที่ใช้สิทธิได้กี่คน
- [ ] มีค่าฝากครรภ์หรือค่าคลอดบุตรหรือไม่
- [ ] อุปการะบิดามารดาที่อายุ 60 ปีขึ้นไปและเข้าเงื่อนไขหรือไม่
- [ ] เตรียม ล.ย.03 หากใช้สิทธิบิดามารดา
- [ ] มีบุคคลพิการหรือทุพพลภาพที่เข้าเงื่อนไขหรือไม่
ประกันและประกันสังคม
- [ ] ตรวจยอดเบี้ยประกันชีวิต
- [ ] ตรวจยอดเบี้ยประกันสุขภาพตนเอง
- [ ] ตรวจยอดประกันชีวิตแบบบำนาญ
- [ ] ตรวจเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา
- [ ] ตรวจยอดประกันสังคมที่จ่ายจริงในปี 2569
การออมและการลงทุน
- [ ] ตรวจยอดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กับ HR
- [ ] ตรวจยอด กบข. หรือ กอช. หากมี
- [ ] รวมยอดกลุ่มเกษียณก่อนซื้อ RMF เพิ่ม เพื่อไม่ให้เกินวงเงิน 500,000 บาท
- [ ] หากซื้อ Thai ESG/Thai ESGX ให้ตรวจวงเงินรวม 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 300,000 บาท
- [ ] หากเคยสับเปลี่ยน LTF → Thai ESGX ในปี 2568 ตรวจสอบสิทธิส่วนที่ทยอยใช้ในปี 2569
บ้านและเงินบริจาค
- [ ] ตรวจหนังสือรับรองดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย
- [ ] ตรวจสอบรายการบริจาคในระบบ e-Donation
- [ ] ตรวจว่าเงินบริจาคแต่ละรายการใช้สิทธิ 1 เท่าหรือ 2 เท่า และมีเพดานเท่าไร
ไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิให้เต็มทุกบาท
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ
“ถ้ามีวงเงินลดหย่อนเหลือ ควรซื้อให้เต็มเพื่อให้เสียภาษีน้อยที่สุด”
สมมติคุณจ่ายเงิน 100,000 บาทเพื่อซื้อกองทุนลดหย่อน และช่วยลดภาษีได้ 10,000 บาท
คุณไม่ได้ “ได้เงินกลับมา 10,000 บาทฟรี”
แต่คุณนำเงิน 100,000 บาทไปลงทุน เพื่อแลกกับ
- สิทธิประโยชน์ทางภาษีบางส่วน
- ผลตอบแทนหรือขาดทุนจากการลงทุน
- ข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาถือครอง
- ค่าธรรมเนียมและความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์
ดังนั้นลำดับที่เหมาะกว่าคือ
- ตรวจสิทธิที่มีอยู่แล้ว
- คำนวณภาษีก่อนวางแผนเพิ่ม
- ดูว่าค่าลดหย่อนเพิ่มเติมช่วยประหยัดภาษีจริงเท่าไร
- ค่อยเลือกผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินและความเสี่ยงที่รับได้
ไม่ควรซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพียงเพราะต้องการ “ใช้สิทธิให้เต็ม”
ลองคำนวณภาษีของคุณเอง
กรอกรายได้ ค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนที่มี ระบบจะช่วยประมาณเงินได้สุทธิ ภาษี และผลของค่าลดหย่อนเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นว่าการวางแผนแต่ละทางเลือกต่างกันแค่ไหน
ผลลัพธ์เป็นการประมาณเพื่อช่วยวางแผน ควรตรวจสอบข้อมูลและเงื่อนไขล่าสุดก่อนยื่นภาษีจริง
Key Takeaway
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคิดแบบขั้นบันได ไม่ได้ใช้อัตราสูงสุดคูณรายได้ทั้งก้อน
- ค่าลดหย่อนลด เงินได้สุทธิ ไม่ได้ลดภาษีแบบบาทต่อบาท
- ก่อนซื้ออะไรเพิ่ม ควรใช้สิทธิที่มีอยู่แล้ว เช่น ครอบครัว ประกันสังคม ประกัน และดอกเบี้ยบ้านให้ครบ
- ปี 2569 ผู้ประกันตนมาตรา 33 มีเงินสมทบสูงสุด 875 บาท/เดือน หรือ 10,500 บาทหากส่งครบทั้งปี
- RMF และการออมเพื่อเกษียณที่เกี่ยวข้องมีเพดานรวม 500,000 บาทตามเงื่อนไข
- Thai ESG และ Thai ESGX ที่ซื้อใหม่ในปี 2569 ใช้วงเงินร่วมกัน สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 300,000 บาท โดยเป็นวงเงินแยกจากกลุ่มเกษียณ 500,000 บาท
- อย่าซื้อประกันหรือกองทุนเพียงเพื่อ “ใช้สิทธิให้เต็ม” ควรดูภาษีที่ประหยัดได้เทียบกับเงินที่ต้องจ่าย ความเสี่ยง และเป้าหมายทางการเงินด้วย
- มาตรการชั่วคราวต้องตรวจสอบเป็นรายปี ไม่ควรนำสิทธิของปี 2568 มาใช้ต่อในปี 2569 โดยอัตโนมัติ
แนะนำผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
หากหลังคำนวณแล้วพบว่ายังมีความต้องการออมหรือลงทุนเพิ่มเติม สามารถศึกษาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น
เหมาะกับผู้ที่ต้องการออมเพื่อเกษียณและยอมรับข้อจำกัดเรื่องการถือครองได้ ควรเลือกนโยบายการลงทุนตามระยะเวลา เป้าหมาย และระดับความเสี่ยงที่รับได้ ไม่ใช่เลือกจากสิทธิภาษีเพียงอย่างเดียว
เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์ไทยตามเกณฑ์ของกองทุนและเข้าใจความเสี่ยงของตลาดทุนไทย โดยปี 2569 สิทธิของ Thai ESG และ Thai ESGX ที่ซื้อใหม่ใช้วงเงินร่วมกัน
ควรเริ่มจากความต้องการความคุ้มครองจริง เช่น วงเงินรักษาพยาบาล ข้อยกเว้น ความคุ้มครองผู้ป่วยใน/ผู้ป่วยนอก และความสามารถในการจ่ายเบี้ยระยะยาว ก่อนพิจารณาผลประโยชน์ทางภาษี
หมายเหตุ: Planndee อาจได้รับค่าตอบแทนเมื่อมีการซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านลิงก์แนะนำ การได้รับค่าตอบแทนไม่ควรมีผลต่อการพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์เหมาะกับผู้ใช้หรือไม่ ข้อมูลในบทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อประกอบการวางแผน ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน การลงทุน ประกัน หรือภาษีเฉพาะบุคคล
อ่านเพิ่มเติม
ข้อมูลอ้างอิง: กรมสรรพากร, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), สำนักงานประกันสังคม และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายและมาตรการภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากกรมสรรพากรก่อนใช้สิทธิหรือยื่นภาษีจริง