ออมเงินยังไงให้ได้จริง สำหรับมนุษย์เงินเดือน | Planndeeแบบที่ 2 — ออมก่อน แล้วใช้จากเงินที่เหลือ
- เงินเดือนเข้า
- กันเงินออมไปยังบัญชีแยกทันที
- เงินที่เหลือคือวงเงินสำหรับใช้จ่ายในเดือนนั้น
- ปรับพฤติกรรมการใช้เงินให้เข้ากับยอดที่เหลือ
ข้อดีคือเงินออมไม่ต้องรอแข่งขันกับทุกการตัดสินใจตลอดทั้งเดือน
แต่แนวทางนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องออมได้ 20–30% ทันที
ถ้ารายได้ตึง มีภาระครอบครัว หรือมีหนี้จำนวนมาก การเริ่มจากยอดเล็ก ๆ ที่ทำได้ต่อเนื่องย่อมดีกว่าตั้งเป้าสูงจนต้องถอนเงินออกมาใช้ทุกเดือน
Pay Yourself First — ให้ออมกลายเป็นรายจ่ายประจำ
Pay Yourself First คือการมองเงินออมเหมือนเป็นค่าใช้จ่ายประจำรายการหนึ่ง
เช่นเดียวกับค่าเช่า ค่างวด หรือค่าโทรศัพท์
“เดือนนี้เหลือเท่าไรค่อยออม”
“เดือนนี้กันเงินออมเท่าไรก่อน แล้วเงินที่เหลือค่อยใช้”
ตัวอย่าง
สมมติคุณมีเงินที่นำมาจัดสรรได้เดือนละ 30,000 บาท
30,000 บาท → ใช้ไปเรื่อย ๆ → สิ้นเดือนเหลือ 500 บาท → ออม 500 บาท
30,000 บาท → โอนเข้าบัญชีออม 5,000 บาท → ใช้ชีวิตด้วย 25,000 บาท
ถ้าทำได้ครบ 12 เดือน เงินต้นที่ออมได้จะเป็น
โดยยังไม่รวมดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนใด ๆ
สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าทุกคนต้องเริ่มที่ 5,000 บาท แต่คือการเลือกยอดที่ ทำได้จริงและทำซ้ำได้
50/30/20 Rule — ใช้เป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่กฎตายตัว
ถ้า Pay Yourself First ตอบคำถามว่า “ควรออมเมื่อไหร่”
50/30/20 Rule ช่วยตอบคำถามว่า “จะเริ่มแบ่งเงินอย่างไร”
- 50% — Need: ค่าใช้จ่ายจำเป็น
- 30% — Want: ค่าใช้จ่ายเพื่อความต้องการและความสุข
- 20% — Save & Debt: เงินออม การลงทุน และการลดหนี้
แต่ 50/30/20 ไม่ใช่สูตรที่ทุกคนต้องทำได้เหมือนกัน
ควรใช้ตัวเลขไหนเป็นฐาน?
ในชีวิตจริง เงินเดือนตามสัญญาอาจไม่เท่ากับเงินที่ใช้จัดสรรได้ เพราะอาจมีรายการหัก เช่น
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
- ประกันสังคม
- เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
- รายการหักประจำอื่น ๆ
เพื่อให้จัดงบง่าย สำหรับการวางแผนรายเดือนสามารถเริ่มจาก เงินที่เข้าบัญชีและนำมาใช้จัดสรรได้จริง
จากนั้นค่อยดูว่าเงินก้อนนี้ถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง
ตัวอย่าง
สมมติมีเงินสำหรับจัดสรรเดือนละ 30,000 บาท
| หมวด | สัดส่วน | จำนวน |
|---|
| Need | 55% | 16,500 บาท |
| Want | 20% | 6,000 บาท |
| Save & Debt | 25% | 7,500 บาท |
แม้ Need จะสูงกว่า 50% ก็ไม่ได้หมายความว่าจัดการเงินผิด
บางคนมีค่าบ้านสูง บางคนต้องดูแลครอบครัว บางคนต้องเดินทางไกล หรือมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ
หลังจ่ายสิ่งจำเป็นแล้ว ยังมีพื้นที่ให้เงินออมอยู่หรือไม่
ถ้าค่าใช้จ่ายจำเป็นต่ำ ก็สามารถเพิ่มสัดส่วนออมได้
ถ้าค่าใช้จ่ายจำเป็นสูงมาก อาจเริ่มจาก 5–10% ก่อน แล้วค่อยเพิ่มเมื่อรายได้หรือภาระเปลี่ยนไป
ถ้า 20% ยังทำไม่ได้ เริ่มน้อยกว่านั้นได้ไหม?
สมมติมีเงินสำหรับจัดสรรเดือนละ 30,000 บาท
เริ่มที่ 5%
เริ่มที่ 10%
เริ่มที่ 20%
ความต่างสำคัญคือยอดออมต้องไม่สูงจนทำให้คุณต้องถอนเงินกลับออกมาใช้ทุกเดือน
ถ้าเริ่ม 20% แล้วอยู่ไม่รอด การลดลงมาเหลือ 10% แล้วออมต่อเนื่องได้จริง อาจเป็นระบบที่ดีกว่า
จากนั้นเมื่อต้นทุนชีวิตลดลงหรือรายได้เพิ่ม ค่อยเพิ่มสัดส่วนออมทีละ 1–5% ก็ได้
ตั้งระบบออมอัตโนมัติ — ลดการใช้วินัยทุกเดือน
ต่อให้มีแผนที่ดี ถ้าทุกเดือนต้องจำว่า
ก็ยังมีโอกาสลืมหรือเปลี่ยนใจได้
วิธีที่ง่ายกว่าคือทำให้การออมเกิดขึ้นอัตโนมัติ
ขั้นที่ 1: แยกบัญชีสำหรับเงินออม
ไม่ควรเก็บเงินสำหรับทุกวัตถุประสงค์ไว้ในบัญชีเดียว
- บัญชีรับเงินเดือนและใช้จ่าย
- บัญชีเงินออม/เงินฉุกเฉิน
บัญชีเงินออมควรเข้าถึงได้เมื่อต้องใช้จริง แต่ไม่ควรสะดวกจนเผลอหยิบมาใช้กับค่าใช้จ่ายทั่วไป
บางคนจึงเลือกบัญชีที่ไม่ผูกบัตร ATM หรือเปิดไว้ต่างธนาคารจากบัญชีเงินเดือน
ขั้นที่ 2: ตั้งโอนอัตโนมัติ
ธนาคารหลายแห่งสามารถตั้งโอนล่วงหน้าหรือโอนเป็นประจำผ่านแอปได้
ตั้งให้โอนเงินจากบัญชีเงินเดือนไปยังบัญชีออม ทันทีหรือไม่นานหลังเงินเดือนเข้า
เงินเดือนเข้าทุกวันที่ 28
→ วันที่ 28 หรือ 29 โอนเข้าบัญชีออม 3,000 บาทโดยอัตโนมัติ
→ เงินที่เหลือคือวงเงินใช้จ่ายของเดือน
ควรตรวจสอบฟังก์ชัน เงื่อนไข และค่าธรรมเนียมกับธนาคารที่ใช้อีกครั้ง เพราะแต่ละบัญชีอาจแตกต่างกัน
ขั้นที่ 3: เพิ่มยอดออมเมื่อรายได้เพิ่ม
ตัวอย่างเช่นเงินเดือนเพิ่ม 3,000 บาท
ไม่จำเป็นต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายตามไปทั้งหมด
- เพิ่มเงินออม 1,500 บาท
- เพิ่มเงินสำหรับใช้จ่าย 1,500 บาท
วิธีนี้ช่วยเพิ่มอัตราการออมโดยไม่รู้สึกว่าต้องลดคุณภาพชีวิตลงทันที
ถ้ามีหนี้ ควรออมก่อนหรือโปะหนี้ก่อน?
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน แต่ลำดับที่ควรพิจารณาคือ
1. กันเงินฉุกเฉินเบื้องต้น
ถ้าไม่มีเงินสำรองเลย แล้วนำเงินทั้งหมดไปโปะหนี้
เมื่อเจอค่าซ่อมรถ ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าใช้จ่ายไม่คาดคิด คุณอาจต้องกลับไปใช้บัตรเครดิตหรือกู้ใหม่อีกครั้ง
จึงควรมีเงินสำรองระดับหนึ่งก่อน
2. เร่งจัดการหนี้ดอกเบี้ยสูง
หนี้ประเภทที่ดอกเบี้ยสูง เช่น
- หนี้บัตรเครดิต
- สินเชื่อส่วนบุคคลบางประเภท
- หนี้หมุนเวียนที่มีต้นทุนสูง
ควรได้รับความสำคัญก่อนการนำเงินจำนวนมากไปลงทุนระยะยาว
เพราะการลดหนี้เหล่านี้ช่วยลดต้นทุนดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นแน่นอน ขณะที่ผลตอบแทนจากการลงทุนไม่แน่นอน
3. อย่าเหมารวมหนี้ทุกประเภท
หนี้บ้านดอกเบี้ยต่ำกับหนี้บัตรเครดิตไม่ควรถูกจัดการเหมือนกัน
จึงควรดูอย่างน้อยสามอย่าง:
- อัตราดอกเบี้ย
- ภาระค่างวด
- เงินสำรองที่มีอยู่
ก่อนตัดสินใจว่าจะออม ลงทุน หรือโปะหนี้เพิ่มเท่าไร
สร้างกองทุนฉุกเฉินก่อน — กันไม่ให้แผนออมพัง
เงินออมไม่ได้มีหน้าที่เดียว
ถ้าเงินก้อนเดียวต้องเป็นทั้ง
- เงินสำรองฉุกเฉิน
- เงินเที่ยว
- เงินซื้อรถ
- เงินลงทุน
- เงินเกษียณ
เมื่อเกิดเหตุใดเหตุหนึ่งขึ้น แผนทั้งหมดก็อาจพังพร้อมกัน
จึงควรแยกเงินตามวัตถุประสงค์
กองทุนฉุกเฉิน
แนวทางทั่วไปคือประมาณ 3–6 เดือนของค่าใช้จ่ายจำเป็น
เช่น ค่าใช้จ่ายจำเป็นเดือนละ 20,000 บาท
เป้าหมายกองทุนฉุกเฉินอาจอยู่ประมาณ:
แต่จำนวนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความมั่นคงของรายได้และภาระของแต่ละคน
คนที่รายได้ไม่แน่นอน มีผู้พึ่งพิง หรือมีความเสี่ยงด้านงานสูง อาจต้องการเงินสำรองมากกว่าคนที่มีรายได้มั่นคง
เงินส่วนนี้ควรอยู่ในที่ที่
- ความเสี่ยงต่ำ
- ถอนใช้ได้เร็ว
- ไม่ผันผวนมาก
เพราะหน้าที่หลักของมันคือ พร้อมใช้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่ใช่สร้างผลตอบแทนสูงสุด
ออมเดือนละเท่าไรถึงจะมี 2.5 ล้านบาท?
คำถามนี้ช่วยให้เห็นพลังของเวลาได้ดี แต่ต้องระวังเรื่องการตีความ
- เริ่มต้นจากเงินลงทุน 0 บาท
- ออมทุกเดือนจนถึงอายุ 60
- ผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ต่อปี
- ผลตอบแทนถูกนำกลับไปลงทุนต่อ
- ไม่รวมค่าธรรมเนียมและภาษี
- เป้าหมายคือเงิน 2,500,000 บาท ณ อายุ 60
| อายุที่เริ่ม | เวลาลงทุน | ต้องออมประมาณ/เดือน |
|---|
| 25 | 35 ปี | 1,755 บาท |
| 30 | 30 ปี | 2,489 บาท |
| 35 | 25 ปี | 3,608 บาท |
| 40 | 20 ปี | 5,411 บาท |
| 45 | 15 ปี | 8,596 บาท |
| 50 | 10 ปี | 15,255 บาท |
จะเห็นว่าเวลาเป็นตัวแปรสำคัญมาก
คนที่เริ่มตอนอายุ 30 มีเวลาให้เงินเติบโต 30 ปี จึงใช้เงินออมต่อเดือนน้อยกว่าคนที่เริ่มตอนอายุ 50 อย่างมาก
แต่ตารางนี้ ไม่ใช่คำแนะนำว่าเงินเกษียณ 2.5 ล้านบาทเพียงพอสำหรับทุกคน
เพราะยังไม่ได้พิจารณาเรื่องสำคัญ เช่น
- ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ
- อายุที่ต้องการเกษียณ
- อายุขัย
- เงินเฟ้อ
- ค่ารักษาพยาบาล
- เงินเกษียณที่มีอยู่แล้ว
- ประกันสังคม
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
- ผลตอบแทนจริงในอนาคต
โดยเฉพาะเงินเฟ้อทำให้เงิน 2.5 ล้านบาทในอนาคตมีอำนาจซื้อไม่เท่ากับ 2.5 ล้านบาทในวันนี้
“อายุเท่านี้ควรมีเงินกี่บาท?”
“ถ้าอยากใช้ชีวิตแบบนี้หลังเกษียณ เราต้องเตรียมเงินประมาณเท่าไร?”
ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างเพื่ออธิบายผลของการออมสม่ำเสมอและผลตอบแทนทบต้นเท่านั้น ผลตอบแทนจากการลงทุนจริงอาจสูงหรือต่ำกว่าสมมติฐาน และอาจขาดทุนได้
ผลตอบแทนทบต้นช่วยอย่างไร?
เวลาพูดถึงการลงทุนระยะยาว หลายคนเรียกสิ่งนี้ว่า “ดอกเบี้ยทบต้น”
แต่สำหรับการลงทุน คำที่ตรงกว่าคือ ผลตอบแทนทบต้น (Compounding)
ปีแรก เงินลงทุนสร้างผลตอบแทน
ปีต่อมา เงินต้น รวมกับผลตอบแทนเดิม มีโอกาสสร้างผลตอบแทนเพิ่มอีก
เมื่อมีเวลาหลายสิบปี ผลของการทบต้นจึงมีขนาดใหญ่ขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเส้นตรง
ตัวเลข 6% ในตัวอย่างจึงเป็นเพียงสมมติฐานสำหรับการวางแผน ไม่ใช่ผลตอบแทนที่รับประกันว่าจะได้รับทุกปี
หลังมีกองทุนฉุกเฉินแล้ว ค่อยให้เงินระยะยาวทำงาน
เมื่อมีเงินฉุกเฉินในระดับที่เหมาะสมและไม่มีหนี้ดอกเบี้ยสูงที่ต้องเร่งจัดการแล้ว เงินสำหรับเป้าหมายระยะยาวจึงค่อยพิจารณานำไปลงทุน
เพราะถ้าเก็บเงินระยะยาวทั้งหมดไว้เป็นเงินสด ผลตอบแทนอาจไม่เพียงพอที่จะรักษากำลังซื้อเมื่อเวลาผ่านไป
ทางเลือกในการลงทุนมีหลายแบบ เช่น
- กองทุนรวม
- หุ้น
- ตราสารหนี้
- RMF
- Thai ESG
- สินทรัพย์ประเภทอื่นตามระดับความเสี่ยงที่รับได้
ไม่มีสินทรัพย์ใดเหมาะกับทุกคน
- เป้าหมายของเงินก้อนนั้น
- ระยะเวลาที่สามารถลงทุนได้
- ความผันผวนที่รับได้
- สภาพคล่องที่ต้องการ
- ค่าธรรมเนียม
- ภาษี
RMF และ Thai ESG เหมาะกับใคร?
RMF และ Thai ESG มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ การลดภาษีไม่ควรเป็นเหตุผลเดียวในการซื้อกองทุน
RMF
RMF หรือ Retirement Mutual Fund มีเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวสำหรับวัยเกษียณ
- ตั้งใจเก็บระยะยาว
- ไม่จำเป็นต้องนำมาใช้ในเร็ว ๆ นี้
- ผู้ลงทุนเข้าใจเงื่อนไขการถือครอง
- เลือกสินทรัพย์ภายในกองทุนให้เหมาะกับความเสี่ยงได้
Thai ESG
Thai ESG เป็นกองทุนที่ลงทุนตามหลักเกณฑ์ด้านความยั่งยืนในประเทศไทย และมีมาตรการภาษีสนับสนุน
สำหรับการลงทุนใน ปีภาษี 2569 ตามเกณฑ์ปัจจุบัน สามารถใช้สิทธิได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 300,000 บาท โดยเงินลงทุนที่ใช้สิทธิต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการถือครองที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม สิทธิภาษีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ
- นโยบายลงทุนตรงกับสิ่งที่ต้องการหรือไม่
- รับความเสี่ยงของสินทรัพย์ไทยได้หรือไม่
- สามารถถือเงินตามระยะเวลาที่กำหนดได้หรือไม่
ซื้อกองทุนลดหย่อนแล้ว “ประหยัดภาษีเท่ากับยอดลงทุน × ฐานภาษี” จริงไหม?
ใช้ประมาณคร่าว ๆ ได้ในบางกรณี แต่ไม่ใช่สูตรที่แม่นยำเสมอ
ถ้าค่าลดหย่อนเพิ่มขึ้น 36,000 บาท และทั้ง 36,000 บาทลดเงินได้สุทธิที่อยู่ในฐานภาษี 10% ทั้งหมด
แต่ถ้าค่าลดหย่อนทำให้เงินได้สุทธิลดข้ามฐานภาษี เงินแต่ละส่วนอาจลดภาษีในอัตราที่ต่างกัน
ดังนั้นวิธีที่แม่นกว่าเสมอคือ
ภาษีก่อนใช้สิทธิ − ภาษีหลังใช้สิทธิ = ภาษีที่ประหยัดได้จริง
และคนที่เดิมไม่มีภาษีต้องเสีย อาจไม่ได้ประโยชน์ด้านภาษีเพิ่มเติมจากการซื้อกองทุนลดหย่อนเลย
เพราะฉะนั้นไม่ควรซื้อ RMF หรือ Thai ESG เพียงเพราะคิดว่า “ซื้อแล้วคุ้มภาษีแน่นอน”
ภาษี + เป้าหมายการเงิน + ระยะเวลาถือ + ความเสี่ยง
สิทธิและเงื่อนไขทางภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ของปีภาษีที่ต้องการใช้สิทธิอีกครั้งก่อนลงทุน
ระบบออมที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อน
สำหรับคนที่ยังไม่มีระบบเลย สามารถเริ่มจาก 4 บัญชีในหัวก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเปิดธนาคารใหม่ทั้งหมดจริง ๆ
1. เงินใช้จ่ายประจำเดือน
2. เงินฉุกเฉิน
3. เงินเป้าหมายระยะสั้นและกลาง
- เที่ยว
- ซื้อรถ
- แต่งงาน
- ดาวน์บ้าน
- เปลี่ยนคอมพิวเตอร์
4. เงินระยะยาว
เมื่อแยกหน้าที่ของเงินออกจากกัน คุณจะรู้ได้ง่ายขึ้นว่าเงินก้อนไหน “ใช้ได้” และเงินก้อนไหนไม่ควรถูกแตะ
เริ่มวันนี้ได้ด้วย 3 ขั้นตอน
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่ามีหลายเรื่อง ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมดพร้อมกัน
1. เลือกยอดออมที่ทำได้จริง
อาจเริ่มจาก 5%, 10% หรือจำนวนเงินบาทที่ไม่กระทบค่าใช้จ่ายจำเป็น
ไม่จำเป็นต้องเริ่มที่ 20%
2. แยกเงินออกจากบัญชีใช้จ่าย
จะเป็นบัญชีใหม่หรือบัญชีเดิมที่แยกวัตถุประสงค์ชัดเจนก็ได้
3. ตั้งโอนอัตโนมัติหลังเงินเดือนเข้า
ทำให้เงินออมออกจากบัญชีก่อนที่จะกลายเป็นเงินสำหรับใช้จ่าย
จากนั้นทดลองระบบสัก 2–3 เดือน
ถ้ารู้สึกตึงเกินไป ลดเงินออมลงเล็กน้อย
ถ้ายังมีเงินเหลือสม่ำเสมอ ค่อยเพิ่มยอดออมขึ้น
ระบบที่ดีที่สุดไม่ใช่ระบบที่ดูเข้มที่สุดบนกระดาษ
แต่คือระบบที่คุณสามารถใช้ต่อเนื่องได้หลายปี
Key Takeaway — 7 ข้อที่ควรจำ
- ออมไม่ได้ไม่ได้แปลว่าวินัยไม่ดี ปัญหาอาจมาจากรายได้ ภาระค่าใช้จ่าย และระบบจัดการเงินร่วมกัน
- ใช้หลัก Pay Yourself First เพื่อให้ออมก่อน แล้วใช้จากเงินที่เหลือ
- 50/30/20 เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ปรับให้เข้ากับชีวิตจริงได้
- ถ้า 20% ยังสูงเกินไป เริ่มจาก 5–10% แล้วค่อยเพิ่มก็ได้
- ตั้งโอนอัตโนมัติเพื่อลดการตัดสินใจซ้ำทุกเดือน
- ก่อนลงทุนระยะยาว ควรมีกองทุนฉุกเฉินและจัดการหนี้ดอกเบี้ยสูงก่อน
- อย่ายึดตัวเลขเป้าหมายเกษียณของคนอื่น ลองคำนวณจากค่าใช้จ่ายและชีวิตที่คุณต้องการจริง ๆ
การออมไม่ได้เกิดจากเดือนที่คุณทำได้สมบูรณ์แบบ
แต่มาจากระบบที่ทำให้คุณสามารถ ออมได้ต่อเนื่อง แม้แต่ในเดือนธรรมดา ๆ
อ่านเพิ่มเติม
เครื่องมือของ Planndee
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และใช้ประกอบการวางแผนการเงินเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือภาษีเฉพาะบุคคล ผลตอบแทนจากการลงทุนไม่แน่นอน และกฎเกณฑ์ทางภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนตัดสินใจ